กฎหมายและมาตรฐานอาชีวอนามัย
สรุปสาระสำคัญของข้อกฎหมายที่สถานประกอบการต้องปฏิบัติตาม เพื่อการบริหารจัดการความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของพนักงานอย่างถูกต้อง
กฎหมายแม่บทเริ่มต้น
Core Legislation
กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่บริหารจัดการความปลอดภัย และต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด
เน้นการเฝ้าระวังเชิงรุก เมื่อสงสัยว่าลูกจ้างป่วยด้วยโรคจากงาน นายจ้างมีหน้าที่ต้องรายงานต่อหน่วยงานควบคุมโรคเพื่อระงับเหตุ
มาตรฐานการตรวจสุขภาพ
กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการตรวจสุขภาพลูกจ้าง พ.ศ. 2563
“มาตรฐานสำคัญที่นายจ้างต้องตรวจสุขภาพพนักงานตามปัจจัยเสี่ยง โดยมีเงื่อนไขเวลาดังนี้”
ปัจจัยเสี่ยง 5 ด้านที่ต้องตรวจ
- สารเคมีอันตรายโลหะหนัก, สารทำละลาย
- จุลชีวันเชื้อไวรัส, แบคทีเรีย, เชื้อรา
- รังสีรังสีเอกซ์, รังสีแกมมา
- กายภาพเสียงดัง, ความร้อน, สั่นสะเทือน
- สภาพแวดล้อมอื่นที่สูง, ที่อับอากาศ
กฎหมายเฉพาะกลุ่ม
Specific Standards
กฎกระทรวงที่อับอากาศ
“กฎหมายงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2547 กำหนดเกณฑ์ความปลอดภัยระดับสูงสุดเนื่องจากเป็นลักษณะงานที่มีอันตรายถึงชีวิต โดยพนักงานต้องผ่านการตรวจสมรรถภาพร่างกายและได้รับใบรับรองแพทย์จากแพทย์อาชีวอนามัยเพื่อยืนยันว่าไม่มีสภาวะที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) การประเมินสภาวะทางจิตวิทยาเพื่อคัดกรองโรคกลัวที่แคบหรือโรคลมชัก รวมถึงต้องมีผลการตรวจสอบสายตา การได้ยิน และระดับความดันโลหิตที่ปกติพร้อมสำหรับการทำงานในพื้นที่จำกัดอย่างปลอดภัย”
มาตรฐานโรงงาน
“ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมและมาตรฐาน มอก. 2555 มุ่งเน้นการยกระดับสู่กระบวนการเฝ้าระวังสุขภาพ (Health Surveillance) เชิงลึก โดยการนำผลตรวจสุขภาพของพนักงานมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่าการวัดสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง พร้อมข้อกำหนดให้มีการตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) ในเลือดหรือปัสสาวะเพื่อหาการสะสมของสารเคมีในร่างกายเมื่อพบค่ามลพิษในหน้างานเกินมาตรฐานที่กำหนด (TLV) และต้องมีการจัดทำเอกสารประเมินระดับความเสี่ยงของพนักงานรายบุคคลเพื่อวางแผนการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงทั้งขั้นสูง กลาง และต่ำได้อย่างแม่นยำ”
